Raw vs Jpeg ต่างกันยังไง

19/5/2017

หลายคนคงคุ้นเคยกับไฟล์ Jpeg กันดีเพราะว่ามันไปไฟล์รูปภาพที่พบเจอได้ทั่วไปรวมถึงในกล้องดิจิตอลก็มีไฟล์นี้เป็นไฟล์พื้นฐาน ด้วยขนาดไฟล์ที่เล็กและไม่เปลืองพื้นที่ในการจัดเก็บไฟล์ทำให้ได้รับความนิยมในการใช้งานเรื่อยมา จนกระทั้งเริ่มมีไฟล์ Raw เพิ่มเข้ามาในกล้อง DSLR และในปัจจุบันไฟล์ Raw ไม่ได้มีอยู่ในกล้องระดับโปรเท่านั้น แม้แต่ใน Smart phone ของคุณก็มีไฟล์ Raw ให้ได้เลือกใช้งานกัน… แล้วไฟล์ Raw กับ Jpeg เราจะเลือกใช้อะไรดีละ? เราจะมาหาคำตอบร่วมกันในบทความนี้ครับ

 

 

 

Raw file คืออะไร?

ไฟล์ Raw คือ ข้อมูลภาพที่บันทึกจากเซ็นเซอร์รับภาพในกล้องโดยปราศจากการบีบอัด ย่อขนาดใดๆทั้งสิ้น ทำให้ได้ไฟล์ภาพคุณภาพสูงเต็มประสิทธิภาพของกล้อง ไฟล์ Raw ไม่ใช่ไฟล์รูปภาพดังนั้นคุณจะไม่สามารถเอาไฟล์ Raw ไปเปิดในโปรแกรมดูภาพทั่วๆไปได้ โดยกล้องแต่ละแบรนด์ก็จะมีนามสกุลของไฟล์ที่ต่างกัน เช่นไฟล์ Raw ของ Canon จะเป็นไฟล์ .CR2 ของ Nikon เป็น .NEF ของ Sony เป็น .ARW เป็นต้น โดยรวมๆเราจะเรียกไฟล์เหล่านี้ว่าไฟล์ Raw เพราะมันคือไฟล์ดิบของกล้องที่ไม่ผ่านการปรุ่งแต่งใดๆเลยทั้งสิ้น

เมื่อไฟล์ Raw ไม่ถูกบีบอัด หรือ ลดทอนขนาดใดๆมันจึงทำให้ไฟล์ Raw มีขนาดที่ใหญ่กว่า Jpeg อย่างแน่นอน อย่างไฟล์ Raw ของกล้อง Sony A7r mark II นั้น มีขนาดถึง 81.6 MB เลยทีเดียว ทำให้ในช่วงหลังจึงมีไฟล์ Raw ขนาดเล็กเพิ่มเข้ามาในกล้องรุ่นใหม่ๆ หรือ เป็นไฟล์ Raw แบบ Compress ที่มีการลดขนาดให้เล็กลงนั้นเอง

 

 

(ซ้าย) ถ่ายด้วยไฟล์ Raw (ขวา) ถ่ายด้วยไฟล์ Jpeg

 

 

เปรียบเทียบ ข้อดี/ข้อเสีย ของไฟล์ Raw และ Jpeg

ข้อดีของไฟล์ Raw คือได้ไฟล์คุณภาพเต็มประสิทธิภาพของกล้อง เหมาะกับการเอาไปใช้แต่งภาพ เพราะไฟล์มีความยืดหยุ่นสามารถปรับ White balance ได้ เพิ่ม/ลด ความสว่างของภาพ แก้ไขปัญหาขอบม่วง ขอบมืด หรือแม้กระทั้งแก้ไข Distortion หรือความบิดเบี้ยนของวัตถุที่เกิดจากการใช้เลนส์มุมกว้างได้ ช่างภาพส่วนใหญ่มักจะถ่ายไฟล์ Raw เพื่อนำไปตกแต่งภาพเติมด้วยโปรแกรมแต่งภาพเช่น Lightroom หรือ Camera Raw เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์แบบตามที่ต้องการ

ส่วนข้อเสียของไฟล์ Raw ก็คือ ขนาดที่ใหญ่มากทำให้มีพื้นที่เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่ใหญ่ตามไปด้วย รวมถึงความจุของเมมโมรี่การ์ด ถ้าคุณมีเมมโมรี่การ์ดความจุ 16 GB คุณสามารถถ่ายไฟล์ Jpeg ได้เกือบ 1000 ภาพ แต่เมื่อคุณเปลี่ยนมาถ่ายไฟล์ Raw เมมโมรี่การ์ด 16 GB ใบเดิมอาจใช้ถ่ายไฟล์ Raw ได้เพียงแค่ 300-400 ภาพเท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องใช้เมมโมรี่การ์ดความเร็วสูงด้วยเพราะไฟลมีขนาดใหญ่ทำให้การบันทึกลงเมมโมรี่การ์ดใช้เวลานานกว่าไฟล์ Jpeg ดังนั้นถ่ายคุณถ่ายภาพต่อเนื่องติดๆกันหลายๆภาพ เมมโมรี่อาจจะบันทึกภาพไม่ทันก็เป็นได้ และเนื่องจากเป็นไฟล์ Raw ไม่ใช่ไฟล์รูปภาพ ดังนั้นเมื่อถ่ายด้วยไฟล์ Raw ภาพอาจจะดูไม่สวยสดใสเมื่อเทียบกับไฟล์ Jpeg นั้นเอง

 

 

(ขวา) เมื่อนำไฟล์ Raw ไปตกแต่งเพิ่มเติมใน Lightroom สามารถแก้ไขและปรับแต่งได้มากกว่า Jpeg

 

 

ข้อดีของไฟล์ Jpeg เพราะมันเป็นไฟล์ที่บีบอัดมาแล้วทำให้มันมีขนาดเล็ก มีสีสันสดใส และสามารถนำภาพไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้โปรแกรม Lightroom หรือ Camera Raw แต่งภาพก่อนนำไปใช้ สามารถนำไฟล์ Jpeg ไปแก้ไขตกแต่งเพิ่มเติมได้เล็กน้อย

ข้อเสียของไฟล์ Jpeg ในเมื่อมันเป็นไฟล์ที่ถูกบีบอัดมาแล้วนั้นแปลว่ามันสูญเสียรายละเอียดบางส่วนไปพอสมควร ส่งผลให้เมื่อนำไฟล์ไปตกแต่งแก้ไขเพิ่มเติมภาพจะแตก ทำให้ไฟล์ Jpeg ไม่สามารถแก้ไขภาพได้ในแบบที่ไฟล์ Raw ทำนั้นเอง

 

 

 


เมื่อไหร่ที่ควรถ่ายไฟล์ Raw

ช่างภาพส่วนใหญ่ที่เลือกถ่ายไฟล์ Raw เพราะต้องการนำภาพไปใช้ตกแต่งเพิ่มเติมเป็นหลัก เพราะบางสถานการณ์ไม่สามารถถ่ายภาพให้จบหลังกล้องได้ จำเป็นต้องนำภาพไป Process เพิ่มเติมถึงจะสามารถนำภาพไปใช้ได้ ดังนั้นไฟล์ Raw จะไม่เหมาะกับการถ่ายภาพที่ต้องรีบเร่งนำภาพไปใช้ เช่นภาพข่าว ที่ต้องใช้ความรวดเร็วในการทำข่าว จะมัวมานั่งแต่งภาพให้สวยงามคงไม่ทันส่งต้นฉบับให้สำนักข่าวอย่างแน่นอน ดังนั้นภาพที่ต้องใช้ความเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ ช่างภาพข่าวจึงเลือกใช้ไฟล์ Jpeg เป็นหลักถึงแม้ว่าไฟล์นี้จะไม่สามารถนำไปตกแต่งแก้ไขอะไรได้มาก ช่างภาพต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญในการถ่ายภาพเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุดและจบหลังกล้องให้ได้

 

 

สุดท้ายนี้ ไฟล์ Raw และ Jpeg นั้นต่างมีข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง การเลือกใช้ไฟล์ทั้งสองนี้ควรดูจากสถานการณ์และเป้าหมายของคุณเองว่าคุณต้องการนำภาพไปใช้ทำอะไร แล้วเลือกใช้ไฟล์ให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ

 

ที่มา : petapixel.com

บทความอื่นๆ

LUMIX G LENS…เลนส์ไวแสงสุดคุ้มสบายกระเป๋าสำหรับการเริ่มต้น
30 ไอเดียการจัดองค์ประกอบภาพให้ดูน่าสนใจ