ใครว่าขนาดไม่สำคัญ... ขนาดของเซ็นเซอร์รับภาพที่แตกต่างกัน มีผลอะไรกับภาพ

ปัจจุบันกล้องดิจิตอลไม่ว่าจะเป็นกล้อง DSLR , กล้อง Mirrorless หรือแม้แต่ในสมาร์ทโฟน ต่างก็แข่งขันกันในเรื่องของไฟล์ภาพที่ได้ว่าใครสามารถให้ไฟล์ภาพที่ดีกว่ากัน ซึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้ได้คุณภาพของไฟล์ดีหรือไม่ดีนั้น ส่วนหลักๆ เลยมาจากตัวเซ็นเซอร์รับภาพนั่นเอง

 

ขนาดของเซ็นเซอร์ในภาษาถ่ายภาพ

และแน่นอนว่าคุณภาพของไฟล์ภาพที่ได้ส่วนหนึ่งมาจากขนาดของ sensor รับภาพ ในส่วนของ sensor รับภาพในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายขนาด โดยเรามักจะได้ยินบ่อยๆ คือ APS-C และ Full Frame โดยขนาดของเซ็นเซอร์หลักๆ ที่ผลิตออกมาในตลาดก็จะมีหลากหลายขนาดต่างกันออกไป เช่น Medium Format , Full Frame , APS-C , Micro 4/3 , 1” , 1/2.3” ,1/3” เป็นต้น โดยคำว่า Full Frame ที่เราได้ยินกันนั้นมีที่มาจากฟิล์มถ่ายภาพมาตรฐาน ขนาด 35mm ที่กล้องฟิล์มสามารถเก็บภาพได้ที่ขนาด 36x24mm ใน 1 เฟรม ทำให้กล้องดิจิตอลยึดมาตรฐานนี้มาใช้งานตามไปด้วย เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการคำนวณค่าทางยาวโฟกัส รวมถึงอะไรๆ อีกหลายๆ อย่างที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่การถ่ายภาพยุคฟิล์ม

 

แล้วขนาดเซ็นเซอร์ที่ต่างกันส่งผลอย่างไรบ้าง

สำหรับเซ็นเซอร์รับภาพในตัวกล้องนั้นเป็นชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ที่สร้างขึ้นจากเซลล์ไวแสงที่เรียกว่า Photosites หรือมักเรียกกันว่า พิกเซล (Pixel) โดยใน Photosites แต่ละตัวจะทำหน้าที่บันทึกความเข้มข้นของแสงสีก่อนเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อแสดงรายละเอียดของภาพออกมา ดังนั้นขนาดของเซ็นเซอร์ที่ใหญ่กว่านั้นจะมีพื้นที่ในการรับแสงมากกว่า เกิดความร้อนน้อย สามารถระบายความร้อนได้ดีกว่า ทำให้สัญญาณรบกวนหรือ Noise ต่ำ และแน่นอนว่าต้นทุนการผลิตก็สูงกว่าด้วย กล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่กว่าจึงมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

แม้ว่าเทคโนโลยีการพัฒนาด้านเซ็นเซอร์จะประสิทธิภาพมากขึ้น จนเห็นได้ว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้เซ็นเซอร์ขนาดเล็กก็สามารถถ่ายภาพออกมาได้ดีขึ้น แต่เมื่อเทียบคุณภาพไฟล์ที่ ISO สูงๆ จะเห็นได้ชัดเจนว่า Noise นั้นเยอะกว่ามาก จุดนี้ที่เซ็นเซอร์ที่มีขนาดแตกต่างกันนั้นส่งผลต่อไฟล์ภาพที่ได้

 

แล้วถ้าเซ็นเซอร์ใหญ่ๆ ดีกว่า ทำไมไม่ทำออกมาใช้งานให้หมดเลยล่ะ

เหตุผลข้อแรกเลยก็คือ เรื่องของต้นทุนการผลิตนั่นเอง sensor ขนาดใหญ่นั้นมีราคาสูงกว่ามากๆ จะสังเกตได้ว่ากล้องระดับ Medium Format มีราคาสูงกว่ากล้อง Full Frame และกล้อง APS-C นอกจากนี้การใช้งานเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ยังเกินความจำเป็นสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่ต้องการไฟล์ภาพคุณภาพสูง แถมยังมีเรื่องเลนส์และตัวบอดี้กล้องที่ต้องออกแบบมาให้ใช้งานคู่กันอีก พวกสมาร์ทโฟนจึงไม่สามารถยัดเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่มากๆ ลงไปได้ ไม่งั้นจะกลายเป็นว่าพกพาไม่สะดวก แถมเลนส์ที่ใช้ก็จะมีขนาดใหญ่ตามขึ้นไปอีก

 

เซ็นเซอร์ที่ขนาดต่างกันกับค่า Crop Factor

อีกศัพท์หนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยๆ นั่นก็คือ ค่าตัวคูณ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Crop Factor เพราะเมื่อเราใช้เซ็นเซอร์ที่มีขนาดเล็กลง องศารับภาพจากเลนส์ตัวเดียวกันจะแคบลง ยกตัวอย่างเช่น เลนส์ทางยาวโฟกัส 50mm ในระบบ Full Frame เมื่อนำมาใช้งานกับกล้อง APS-C จะได้องศารับภาพใกล้เคียงกับเลนส์ 75mm ของกล้อง Full Frame เนื่องจากพื้นที่รับภาพเล็กลง วัตถุในภาพจึงดูใหญ่ขึ้น เปรียบเสมือนเราครอปภาพนั่นเอง โดยค่า Crop Factor ของเซ็นเซอร์ขนาด APS-C จะอยู่ที่ 1.5 (50mm x 1.5 = 75mm)

 

ถ้าอย่างนั้นแล้วจะเลือกซื้อกล้องต้องดูที่ขนาดเซ็นเซอร์ใช่หรือไม่

คำตอบของข้อนี้ก็คือ ไม่จำเป็นต้องดูที่ขนาดของเซ็นเซอร์เป็นหลัก เพราะการใช้งานของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บางคนไม่ต้องการกล้องขนาดใหญ่มากๆ หรือเน้นไฟล์ภาพแบบสุดๆ แต่เน้นพกพาก็เลือกไปที่กล้อง APS-C ที่ให้คุณภาพดีเพียงพอต่อการใช้งานและมีขนาดเล็กไม่เทอะทะ ในขณะเดียวกันถ้าจำเป็นต้องเลือกซื้อกล้องเพื่อใช้ถ่ายภาพเป็นหลักในการทำงาน ก็ไม่ควรไปเลือกหยิบสมาร์ทโฟนมาใช้เพียงเพราะอยากได้แค่ความสะดวก เพราะไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องการถ่ายภาพในระดับจริงจังได้ เป็นต้น

ไม่พลาดข่าวสารโปรโมชั่นและสินค้าใหม่ล่าสุดจากเรา!

Gif party in your inbox? Learn more..