6 ทริคน่าทึ่งกับ Street Photography

ภาพถ่ายแนว Street ถือเป็นสิ่งที่มีให้เห็นอย่างไม่ขาดสายในวงการถ่ายภาพ และสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ Street ก็คือเรื่องของการวางตัวครับ เพราะส่วนใหญ่ของการถ่ายภาพแนวนี้จะเป็นแนวของภาพแอบถ่ายคนแปลกหน้า ดังนั้นการวางตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ควรใจเย็น สุภาพ กับตัวแบบของเราครับ และถ้าคุณเป็นคนนึงที่เป็นมือใหม่อยากหัดหรืออยากเริ่มถ่ายภาพแนว Street และไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ควรถ่ายอะไรดี ลองเปิดใจและติดตามบทความนี้ดูครับ

 

ภาพแนว Street คืออะไร?

ง่ายๆเลยนะครับ ภาพแนวนี้จะเป็นการถ่ายภาพเชิงข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตประจำวันหรือความเป็นไปของสังคม และภาพถ่าย Street ก็ไม่จำเป็นต้องถ่ายบนถนนเสมอไปนะครับ เราสามารถถ่ายที่สนามบิน สวนหลังบ้าน หรือตลาดแถวบ้านก็ได้

นอกจากนี้ ภาพถ่ายแนว Street ยังเหมือนเป็นภาพแนวแอบถ่ายหรือที่รู้จักกันในภาพแบบ Candid ซึ่งเป็นการถ่ายแบบตัวแบบไม่รู้ตัวนั่นเอง แต่ก็ไม่เสมอไปอยู่ดีครับ เนื่องจากการถ่าย Street เราสามารถขออนุญาตตัวแบบ ก่อนจะถ่ายภาพเขาได้ ยังไงแล้ว ท้ายที่สุดหัวใจสำคัญของการถ่ายภาพแนว Street เป็นการโฟกัสที่ความรู้สึก และดึงจิตวิญญาณความเป็นตัวเองของตัวแบบออกมาให้ได้มากที่สุดนั่นเองครับ

 

ควรถ่ายที่ไหนและถ่ายอะไรดี?

สำหรับเรื่องโลเกชั่นในการไปถ่ายภาพ Street ควรเป็นโลเกชั่นที่มีผู้คนหลากหลายผ่านไปมาอยู่ตลอด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกลางเมืองใหญ่ๆ หรือตามสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมเสมอไปครับ เมื่อเลือกโลเกชั่นได้แล้ว ก็หยิบกล้องคู่ใจขึ้นมาแล้วเริ่มถ่ายได้เลยครับ โดยเราอาจจะยืนอยู่นอกร้านอาหารซักร้านหนึ่ง แล้วถ่ายผ่านกระจก เพื่อโฟกัสไปที่คู่รักคู่หนึ่งที่กำลังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ก็น่าสนใจดี ที่สำคัญถ่ายสตรีทคือเราต้องเป็นคนที่ช่างสังเกตมากๆ

 

ควรเลือกอุปกรณ์ถ่ายภาพยังไง?

การถ่ายภาพ Street ถือว่าทำให้เราเป็นคนที่รู้จักรอบคอบเหมือนกันนะครับ เนื่องจากการถ่ายส่วนใหญ่จะเป็นแนว Candid คนแปลกหน้า และเราก็ไม่อยากทำให้ตัวแบบเขารู้สึกไม่สบายตัวหรือไม่สบายใจที่เราเข้าไปถ่ายใกล้ๆ เราจึงควรจัดการกล้องของเราให้ดี ถ้าสามารถปิดแฟลชได้ ควรปิดไปเลย ทำให้เป็นธรรมชาติที่สุดครับ รวมไปถึงการเลือกเลนส์ ควรเป็นเลนส์ kit ที่ขนาดไม่ใหญ่ อาจจะเป็นตัวที่มีระยะ 14-45mm, 16-50mm หรือ 14-42mm ก็ได้ครับ ถ้าเป็นเลนส์ซูมจะดูเทอะทะ ใหญ่เกินไป อาจทำให้ตัวแบบรู้สึกระแวง ไม่สบายใจได้ครับ และควรเป็นเลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้างๆ ตัวกล้องก็ควรตั้งค่าชัตเตอร์สปีตเร็วๆ เพื่อความคมชัดของภาพ เนื่องจากเราไม่สามารถควบคุมตำแหน่งของตัวแบบได้ จึงต้องตั้งค่าให้เหมาะกับสถานการณ์ จะได้จับภาพของตัวแบบในขณะนั้นได้ทันและคมชัดทั้งภาพครับ

 

ต้องมองหาอะไรบ้าง?

หาจุดเหมาะๆในโลเกชั่นที่เราเลือกเลยครับ ตั้งค่ากล้องให้พร้อม และรอจังหวะเหมาะ (right moment) และตระหนักอยู่เสมอว่า เราไม่ได้สร้างโมเมนต์ที่สมบูรณ์แบบนั้น แต่เรารอให้โมเมนต์นั้นๆมาหาเรา และกดชัตเตอร์ถ่ายเก็บมันไว้ต่างหากครับ

 

1. จังหวะเหมาะ (The decisive moment)

จังหวะนั้นล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับการรอและความไวในการกดชัตเตอร์ทั้งสิ้นเลยครับ เมื่อตัวแบบเคลื่อนที่เข้าหากันหรือเคลื่อนที่มาในตำแหน่งที่เราต้องการ เราต้องรีบกดชัตเตอร์ถ่ายภาพในจังหวะนั้นพอดี

ซึ่งอาจต้องใช้ความอดทนสูงหน่อยครับ เนื่องจากโมเมนต์หรือจังหวะแบบนี้มักจะเกิดขึ้นยากมาก และเกิดขึ้นในหลายๆสถานที่ นั่นแปลว่า เมื่อโอกาสนั้นมาถึงแล้ว อย่ากดชัตเตอร์เพื่อถ่ายแค่ภาพเดียวนะครับ ควรถ่ายให้ได้เยอะที่สุดภายในเวลาแค่ไม่กี่วินาทีนั้น ซึ่งเราสามารถกลับมาเลือกได้ครับว่ารูปไหนตอบโจทย์ความต้องการของเราและทรงพลังมากที่สุด

Henri Cartier Bresson, 1932.

 

2. จัดตัวแบบให้ติดกัน (Juxtaposition)

เป็นเทคนิคที่ต้องใช้ประสบการณ์พอสมควรครับ เนื่องจากตากล้องส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือโปร บางท่านพอไปถึงโลเกชั่นที่เราวางแผนมาอย่างดีแล้ว ไม่รู้ว่าจะกดชัตเตอร์ถ่ายอะไรดี และยิ่งต้องถ่ายให้วัตถุตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไปมาอยู่ในเฟรม พ่วงกับต้องเล่าเรื่องราวด้วย เป็นเทคนิคที่ยากพอตัวเลยครับ ถ้าดูผิวเผินอาจดูเหมือนความมักง่ายของตากล้อง แต่ถ้าดูดีๆจะรู้ว่ามันเป็นเทคนิคหนึ่งที่น่าสนใจมากๆครับ สามารถทำให้ภาพดูน่าสนใจ สะดุดตาคนดูได้อย่างง่ายดาย

แต่ก็ถือว่าเป็นเทคนิคที่เราสามารถถ่ายภาพ Street อันทรงพลังได้เลยครับ ลองจินตนาการถึงการที่เราเปลี่ยนที่ หามุมกล้องดีๆ และทำให้ตัวแบบหรือวัตถุตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไป ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ให้สามารถเล่าเรื่อง และมีปฏิสัมพันธ์กันภายในภาพ 1 ภาพได้ เช่น ภาพคนอ้วนที่ยืนข้างๆคนผอม ภาพคุณยายอายุ 84 ปี นั่งอยู่ข้างๆเด็ก 6 ขวบ ผู้ชายใส่เสื้อสีแดงยืนรอป้ายรถเมล์ ซึ่งพื้นหลังเป็นผนังสีฟ้า หรือหาป้าย Billboard โฆษณาที่มีรูปคนกำลังมีความสุขมากๆ และตั้งกล้องรอเพื่อให้คนจริงๆที่ท่าทางมีความสุขเดินเข้ามาในเฟรมภาพ หรืออีกเทคนิคหนึ่งคือ ถ้าเราเดินอยู่ในโลเกชั่นที่คนเดินผ่านไปมาเยอะๆ แล้วเจอคนที่กำลังอินอยู่กับอารมณ์ ณ ตอนนั้น ไม่ว่าจะหัวเราะมีความสุข หรือร้องไห้ เสียใจ ก็ลองจัดให้คนทั้ง 2 คนนั้นมาอยู่ในเฟรมภาพเรา ไม่ว่าทั้ง 2 คนนั้นจะมีความรู้สึกในโมเมนต์ตอนนั้นเหมือนกันหรือต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

Eric Kim / Zurich, 2011.

 

April 19, 1971. Chicago, IL / Photograph by Vivian Maier.

 

3. อารมณ์ความรู้สึก (Emotion)

รูปภาพ Street ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ คือ รูปภาพที่สื่ออารมณ์ ความรู้สึก และสะท้อนความเป็นธรมชาติมนุษย์ออกมาได้มากที่สุดครับ อาจจะเป็นความสุข ความเจ็บปวด ความเศร้า ความเหงา และความรัก

ถือเป็นเทคนิคหนึ่งที่ค่อนข้างยากไม่ว่าจะในเชิงเทคนิคและอารมณ์ เพราะความรู้สึกที่เรามองภาพ Street ภาพนี้ อาจจะไม่ตรงกับความรู้สึกที่คนอื่นมองครับ ก่อนอื่นเลยต้องมองหาการแสดงออกทางอารมณ์และสีหน้า ณ โลเกชั่นที่เราอยู่ก่อนครับ และอย่าลังเลที่จะกดชัตเตอร์ถ่ายทันที เพราะในขณะที่ตัวแบบไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกถ่ายจะเป็นช่วงที่เขาเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด และดูเป็นธรรมชาติ ถ้ากดถ่ายได้ทันเวลา ภาพที่ได้จะสื่ออารมณ์และเกิดความน่าสนใจแน่นอน ลองพยายามหาตัวแบบให้หลากหลายประเภทครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่หน้าตาดี หรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง อาจเป็นคนที่ภายนอกดูไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อมาเป็นตัวแบบให้เราถ่ายภาพ Street เขาอาจมอบรูปภาพที่ทรงพลังที่สุดในชีวิตให้เราเลยก็ได้ครับ

หรือลองใช้ฟีเจอร์ของกล้องเปลี่ยนเป็นภาพ Monochrome ภาพขาวดำดูครับ ถือว่าเป็นเทคนิคที่สามารถดึงอารมณ์และ Mood ได้ง่ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Contrast แสง หรือการจัดองค์ประกอบภาพ และอารมณ์ที่นิยมใช้กันในภาพขาวดำนั้นก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของอารมณ์เศร้าครับ แต่บางทีก็ไม่เสมอไปเพราะถ้าตัวแบบของเราเป็นคนที่แสดงออกได้เด่นชัดมากๆไม่ว่าจะทางสีหน้าหรือท่าทาง การใช้เทคนิคภาพขาวดำก็สามารถดึงอารมณ์สนุกสนาน ความสุข ออกมาได้เช่นกันครับ

 

4. โฟกัสที่รายละเอียด

เทคนิคนี้เป็นเรื่องของการเข้าใกล้ให้มากกว่าเดิม หรือมองให้ลึกกว่าเดิมครับ เพราะเราจะโฟกัสและเพ่งความสนใจไปที่รายละเอียดเล็กน้อยของตัวแบบ ถ้าดูแบบผิวเผิน ดูแบบผ่านตา ก็จะดูไม่น่าสนใจ แต่ถ้าลองตั้งใจมองดีๆ อาจมีอะไรที่ทำให้ตะลึง น่าสนใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวก็ได้ครับ และเทคนิคนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เราอาจต้องได้รับความไว้วางใจจากตัวแบบพอสมควร หรือขออนุญาตเขา เนื่องจากรายละเอียดเล็กน้อยที่ตัวแบบจะเผยให้เราถ่ายอาจเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อเขามากก็ได้นั่นเองครับ อาจจะเป็นโฟกัสไปที่มือ เท้า หน้าตา ตุ้มหู สิ่งของที่เขาถือหรืออุ้มอยู่

 

5. Landscape จากชุมชนเล็กๆ

บางคนยังคงมีความเชื่อผิดๆ ตามที่ได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นบทความครับ ว่าภาพ Street ต้องมีคนอยู่ในภาพด้วย แต่จริงๆแล้วไม่จำเป็นครับ เพราะบางทีภาพ Lanscape ตามเมืองหรือชุมชนเล็กๆก็สามารถเป็นภาพ Street ที่ทรงพลังและสะท้อนถึงความเป็นอยู่ของสังคมนั้นได้อย่างดีเลยครับ

ซึ่งการถ่าย Landscape ตามชุมชนหรือเมืองเล็กแบบนี้ก็มีความยากอยู่เหมือนกันครับ คือ เราต้องหาโลเกชั่น มุมกล้องดีๆ เพื่อดึงอารมณ์ความรู้สึกออกมาจากวัตถุในภาพให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับความเก่าของสิ่งของ ทำให้คนดูรู้สึกคิดถึงบ้านเกิด หรือใช้เทคนิคการวางวัตถุติดกัน อย่าง บ้านหลังหนึ่งที่เพิ่งซ่อมแซมใหม่ซึ่งบ้านหลังถัดไปเป็นบ้านที่ถูกทิ้งร้างไว้มาหลายปีแล้ว เหมือนเป็นการเปรียบเทียบระหว่างของเก่ากับของใหม่นั่นเองครับ

Eric Kim / Pittsburgh, 2014

Eric Kim / Detroit, 2014

 

6. อย่ามองข้ามวัตถุเล็กๆ

ในบางครั้งสิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็อาจมาจากสิ่งของที่ดูธรรมดา เรียบง่าย ไม่ค่อยมีคนสนใจ เทคนิคนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้อันอื่นเลยครับ ถ้าเราเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ แล้วเจอสิ่งของที่ถูกทิ้งขว้าง หรือของใช้แล้วโดนปล่อยทิ้งไว้ ลองเข้าไปกดชัตเตอร์ใกล้ๆดูครับ และใช้เทคนิคอื่นๆเสริมด้วยก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นขยับมุมกล้องเพื่อให้ตัววัตถุนั้น contrast กัน ถ่ายจากมุมต่ำ หรือเมื่อจุดประสงค์ของเทคนิคนี้คือการถ่ายวัตถุ เราก็อาจลองใช้แฟลชเป็นตัวช่วยครับ จะทำให้ได้ภาพ Street ที่น่าสนใจไปอีกแบบ พยายามกดชัตเตอร์ถ่ายให้ได้ภาพที่สร้างสรรค์และแปลกตาไปจากสิ่งที่เคยมีอยู่แล้วดูนะครับ

Eric Kim / Melbourne, 2012.


Cr. erickimphotography.com

Source :

erickimphotography.com
contrastly.com
petapixel.com
digital-photography-school.com

ไม่พลาดข่าวสารโปรโมชั่นและสินค้าใหม่ล่าสุดจากเรา!

Gif party in your inbox? Learn more..